วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทำความรู้จัก Mobile Internet, 3G, Wi-Fi ฉบับมือใหม่หัดใช้สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต


ปัญหาที่บรรดาผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต มือใหม่ต่างประสบพบเจอมีอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจวิธีการใช้งาน, การขาดความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมือถือและแท็บเล็ตนั้นเติบโตขึ้นอย่างมาก จนกล้าพูดได้ว่าคนที่ไม่ตามเทคโนโลยี เมื่อเริ่มจับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตครั้งแรก จะมีอาการมึนๆ ออกมาเหมือนกัน และคำถามที่ถามกันบ่อยมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ "มันเล่นเน็ตได้มั๊ย" เพราะนอกจากเราจะมีมือถือไว้ใช้โทรศัพท์, ส่งข้อความ, ดูนาฬิกา, จดบันทึก ฯลฯ แล้ว เรื่องที่ดึงดูดให้คนสนใจคงจะหนีไม่พ้นโลกของ "โซเชียลเน็ตเวิร์คและอินเทอร์เน็ต" แต่หลายคนมักจะงงว่า แล้วจะทำอย่างไรอุปกรณ์มือถือหรือแท็บเล็ตของคุณสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ?
บทความนี้จึงขออธิบายให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมือใหม่ได้เข้าใจถึง "Mobile Internet", "Wi-Fi", "3G" ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างมากและถือเป็นเรื่องที่ควรรู้อย่างยิ่ง
Mobile Internet
เรารู้กันดีว่า "Internet" หรืออินเทอร์เน็ตในภาษาไทยคือการเชื่อมโยงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโน็ตบุ๊คเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ผู้ใช้สามารถท่องเว็บไซต์, ดูคลิปบน Youtube, เล่น Facebook, Chat ผ่านโปรแกรมสนทนาได้อย่างสะดวก ซึ่งสำหรับอุปกรณ์คอมนั้นต้องใช้สาย LAN (Local Area Network) หรือไม่ก็ผ่านเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) โดยภายในอุปกรณ์คอมนั้นต้องมีอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณเช่น LAN Card, Wireless Card มาทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้กับอุปกรณ์คอม
เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นที่นิยม จึงมีผู้ริเริ่มพัฒนามือถือที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ในตัว ซึ่งคำว่า "Mobile Internet" ก็เลยหมายถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่นั่นเอง
ในมือถือที่เล่นอินเทอร์เน็ตได้ยุคแรกๆ นั้นใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "WAP" (Wireless Application Protocal) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือได้เสมือนกับเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน  เพียงแต่หน้าตาอาจจะไม่สวยงามเหมือนกับเปิดอินเทอร์เน็ตบนเครื่องคอมพิวเตอร์
ในสมัยที่ WAP ยังเป็นที่นิยมนั้น มาตรฐานเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบใหม่ ๆ ถูกกำหนดขึ้น มามากมายไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี HSCSD (High Speed Circuit Switching Data), GPRS (General Packet Radio Service อย่าสับสนกับคำว่า GPS นะครับไม่เหมือนกัน),  EDGE (Enhanced Data Rate for GPRS Evolution) ทั้งหมดที่เอ่ยถึงนั้นยังอยู่ในยุคก่อนจะมี 3G ทั้งสิ้น และในปัจจุบันก็ยังเปิดให้บริการอยู่บนอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานซิมการ์ดเช่น ฟีเจอร์โฟน, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต (ที่มีซิมการ์ด) โดยจะคิดค่าบริการตามเงื่อนไขที่ทางผู้ให้บริการเครือข่ายได้กำหนดไว้
Wi-Fi 
เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีอีกอันหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นและนำมาใช้งานกันอย่างแพร่หลายบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ก็คือ "Wi-Fi" (Wireless-Fidelity) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คล้ายกับ EDGE/GPRS เพียงแต่ว่าจะมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลมากกว่า และรูปแบบการใช้งานนั้นก็คล้ายกับการเชื่อมต่อ Wireless LAN ของอุปกรณ์คอมหรือโน๊ตบุ๊คนั่นเอง
เทคโนโลยี Wi-Fi ก็มีการพัฒนามาตรฐานของตัวเองไปเรื่อยๆ เช่นกัน โดยเราจะสังเกตได้จากตัวเลขบอกมาตรฐานของ Wi-Fi เช่น IEEE 802.11b, 802.11a, 802.11g, 802.11e, 802.11i, 802.11n ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้งาน Wi-Fi ด้วยความเร็วที่มากขึ้น, ไกลขึ้น, สัญญาณ Wi-Fi สม่ำเสมอมากขึ้น, ความปลอดภัยข้อมูลเยอะขึ้นนั่นเอง
การสังเกตว่าอุปกรณ์มือถือ-อุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณรองรับ Wi-Fi หรือไม่ สามารถดูได้จากข้อใดข้อหนึ่งด้านล่าง
  • ข้อมูลสเปคเครื่อง จะระบุไว้ว่ารองรับ Wi-Fi
  • มีเมนู Wi-Fi อยู่ภายในอุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ต
  • มีสัญลักษณ์/ ไอคอน Wi-Fi กำกับอยู่
  • สอบถามผู้ผลิต-ผู้ขาย
***อุปกรณ์บางชิ้น (น้อยมากๆ) อาจจะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อใช้รับ-ส่งสัญญาณ Wi-Fi เนื่องจากไม่มีตัวรับ-ส่งสัญญาณ Wi-Fi ภายในตัว
การเปิดใช้งาน Wi-Fi บนอุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ตนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยอุปกรณ์แต่ละชิ้นจะมีวิธีการเปิดใช้งานแตกต่างกัน เช่น แตะไอคอน Wi-Fi เพื่อเปิดใช้ หรือไปที่ Menu การเชื่อมต่อเพื่อเปิดใช้งาน Wi-Fi เป็นต้น
การใช้งาน Wi-Fi นั้นเริ่มแรกนิยมใช้ภายในบ้าน, ออฟฟิต หรือร้านอาหาร, ร้านกาแฟ ซึ่งเมื่อเปิดใช้งาน Wi-Fi บนอุปกรณ์มือถือได้แล้ว ระบบจะทำการค้นหา "สัญญาณ Wi-Fi" ที่เดินทางมาถึงอุปกรณ์เครื่องนั้น และให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกว่าจะใช้งานเครือข่าย Wi-Fi อันไหน ซึ่งอาจจะมีรหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งาน (หรืออาจจะไม่มี ขึ้นอยู่กับเครือข่าย Wi-Fi นั้นตั้งค่าไว้อย่างไร)
เมื่อเข้าใช้งาน Wi-Fi ได้ ก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เช่นเดียวกับอุปกรณ์คอมฯ และสามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่นบางอย่างที่ต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตถึงจะใช้งานได้ เช่น Facebook, Twitter, Whatsapp, LINE MSN, Google+, เบราว์เซอร์
ในขณะที่เทคโนโลยี Wi-Fi พัฒนาขึ้น ก็มีการนำ Wi-Fi ไปใช้ตามจุดต่างๆ นอกเหนือจากภายในบ้าน เช่น ในห้างสรรพสินค้า, ในสถานที่จัดงานขนดใหญ่ หรือแม้กระทั่งในชุมชน หรือในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก ก็มีการตั้งตัวกระจายสัญญาณ Wi-Fi ไว้ในหลายๆ จุด ในกรุงเทพก็มี Bangkok Wi-Fi, หรือในใจกลางเมืองก็มีบริการ Free Wi-Fi โดยทางผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละเจ้านิยมทำโปรโมชั่น Free Wi-Fi เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้งานเครือข่ายของตน
3G
เมื่อมี Wi-Fi แล้วจะมี 3G ไปทำไม ? ก็เพราะว่า Wi-Fi นั้นเป็นการเชื่อมต่อในระยะไม่ไกลนัก เมื่อเราต้องเดินทางในระยะไกลเป็นกิโลเมตร สัญญาณ Wi-Fi จะส่งไปไม่ถึง และถ้าจะให้สัญญาณ Wi-Fi ครอบคลุมทุกจุด ต้องตั้งเสาสัญญาณ Wi-Fi อีกเยอะมากซึ่งไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้นเทคโนโลยี 3G จึงได้เข้ามาแทนที่ โดย 3G จะมีรัศมีในการส่งสัญญาณเป็นระยะทางในหลักกิโลเมตร โดยมีความเร็วในการรับ-ส่งสัญญาณน้อยกว่า Wi-Fi แต่ก็มากกว่า EDGE/GPRS
การสังเกตว่าอุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ตหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณรองรับ 3G หรือไม่ ต้องมีองค์ประกอบดังนี้
  • รองรับการใช้งานซิมการ์ด
  • มีช่อง/ถาดใส่ซิมในตัว
  • รองรับการใช้งานข้อมูลเครือข่าย (package data)
*** บางรุ่นอาจจะต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อให้ใช้งานซิมการ์ดได้ (ไม่มีช่องใส่ซิมการ์ดในตัว)
การเปิดใช้งาน 3G (package data) นั้นมีค่าใช้จ่าย โดยผู้ให้บริการจะเรียกเก็บโดยอ้างอิงจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้บนซิมการ์ด มีค่าบริการและแพคเกจราคาที่แตกต่างกัน (โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากผู้ให้บริการเครือข่ายโดยตรง) โดยผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละเจ้าในประเทศไทยนั้นใช้คลื่นความถี่ 3G ที่แตกต่างกัน จึงต้องดูรายละเอียดสเปคเครื่องให้แน่ชัดว่ารองรับ 3G ที่ึความถี่ใดบ้าง (850, 900, 1800, 1900, 2100MHz) 
การใช้งาน 3G บนมือถือ-แท็บเล็ตผ่านซิมการ์ดนั้นใช้ซิมแบบธรรมดาทั่วไป แต่จะมีซิมการ์ดบางอันเป็นแบบ Net SIM (Internet SIM) ซึ่งอาจจะมีหมายเลขโทรศัพท์หรือไม่มีก็ได้ โดย Net SIM ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือหรือผ่าน AirCard โดยเฉพาะ และ Net SIM บางอันก็ใช้โทรศัพท์ได้ บางอันก็ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้อย่างเดียวเท่านั้น
วิธีเปิดใช้งาน 3G บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต นั้นคล้ายกับการเปิดใช้งาน Wi-Fi แต่ต่างกันที่ไม่ต้องใส่รหัสผ่าน โดยผู้ใช้ต้องเข้าไปที่เมนูการจัดการเครือข่ายและการเชื่อมต่อ และทำการเปิดใช้งานเครือข่ายมือถือ 3G (Package data)
เมื่อเข้าใช้งาน 3G ได้ ก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เช่นเดียวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi แต่ต่างกันตรงที่ 3G มีการคิดค่าบริการและมีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมมากกว่านั่นเองครับ และถ้าตั้งค่าเครือข่ายอัตโนมัติไว้บนมือถือ-แท็บเล็ต เมื่อเล่นอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่มีสัญญาณ 3G อ่อนมากๆ ระบบค้นหาสัญญาณในโทรศัพท์มือถือ-แท็บเล็ตก็จะนำเทคโนโลยี EDGE/GPRS มาใช้เล่นอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติครับ
สรุปสั้นๆ คือ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตส่วนใหญ่มักจะถูกติดตั้งตัวรับสัญญาณ Wi-Fi มาให้ในตัว เพื่อให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายอย่างสะดวก แต่การเลือกใช้เครือข่าย Wi-Fi (ที่บ้าน, ที่ทำงาน, ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ) นั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ที่ต้องเข้าไปตั้งค่าและใส่รหัสผ่าน
ส่วนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตทีั่รองรับสัญญาณ 3G ได้นั้นจะต้องสามารถใส่ซิมการ์ดเพื่อเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการเครือข่าย และเรียกใช้งานบริการข้อมูล 3G (package data) ซึ่งโดยทั่วไปมือถือ-แท็บเล็ตที่รองรับ 3G จะมีราคาตัวเครื่องสูงกว่าแบบรองรับ Wi-Fi เพียงอย่างเดียว เนื่องจากรุ่น 3G จะมีทั้งตัวรับสัญญาณ 3G และตัวรับสัญญาณ Wi-Fi ติดตั้งอยู่ในเครื่อง
การเปิดใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G มีค่าใช้จ่าย (ขึ้นอยู่กับแพคเกจที่ผู้ใช้เลือกจากผู้ให้บริการเครือข่าย) มือถือ-แท็บเล็ตบางเครื่องก็รองรับ 3G ทุกเครือข่าย บางเครื่องก็รองรับเฉพาะบางเครือข่าย ผู้ใช้ควรศึกษาสเปคของเครื่องและสอบถามผู้ขายอีกครั้งหนึ่งเพื่อความแน่ใจครับ
อ้างอิงจาก: http://news.siamphone.com/news-08768.html

จรรยาบรรณของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

           ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นทุกวัน การใช้งานระบบเครือข่ายที่ออนไลน์ และส่งข่าวสารถึงกันย่อมมีผู้ที่มีความประพฤติไม่ดีปะปน และสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้อื่น อยู่เสมอ หลายเครือข่ายจึงได้ออกกฎเกณฑ์การใช้งานภายในเครือข่ายเพื่อให้สมาชิกใน เครือข่ายของตนยึดถือและปฏิบัติตาม การสร้ากฎเกณฑ์ก็เพื่อให้สมาชิกโดยส่วนรวมได้ รับประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดปัญหาจากผู้ใช้บางคนที่สร้างความเดือดร้อนให้
ดังนั้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนที่เป็นสมาชิกเครือข่ายใดจะต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ของเครือข่ายนั้น มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้ร่วมใช้บริการคนอื่นและจะต้อง รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองที่เข้าไปขอใช้บริการต่าง ๆ บนเครือข่ายบนระบบ คอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเรียกเข้าใช้มิได้เป็นเพียงเครือข่ายขององค์กร ที่ผู้ใช้สังกัดอยู่ แต่เป็นการเชื่อมโยงของเครือข่ายต่าง ๆ เข้าหากันหลายพันหลายหมื่น เครือข่าย มีข้อมูลข่าวสารวิ่งอยู่ระหว่างเครือข่ายเป็นจำนวนมาก การส่งข่าวสารลงใน เครือข่ายนั้นอาจทำให้ข่าวสารกระจายเดินทางไปยังเครือข่ายอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับหนึ่ง ก็อาจจะต้องเดินทางผ่านเครือข่าย อีกหลายเครือข่ายกว่าจะถึงปลายทาง ดังนั้นผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตต้องให้ความสำคัญ และตระหนักถึงปัญหาปริมาณข้อมูลข่าวสารที่วิ่งอยู่บนเครือข่าย
           ในฐานะที่เป็นผู้ใช้งาน คุณได้รับสิทธิ์ให้เข้าใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่อย่างไรก็ดีจะต้อง เข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆที่แต่ละเครือข่ายย่อยวางไว้ด้วย ไม่พีงละเมิดสิทธิ์หรือกระทำกาใดๆ ที่สร้างปัญหา หรือไม่เคารพกฎเกณฑ์ที่แต่ละเครือข่ายวางไว้ และจะต้องปฏิบัติตาม คำแนะนำของผู้บริหารเครือข่ายย่อยๆนั้นอย่างเคร่งครัด
             การใช้งานอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตน่าใช้และเป็นประโยชน์ ร่วมกันอย่างดี กิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรปฏิบัติจะต้องหลีกเลี่ยง เช่น การส่งกระจายข่าวลือ ไปเป็นจำนวนมากบนเครือข่าย การกระจายข่าวแบบส่งกระจาย ไปยังปลายทางจำนวนมาก การส่งเอกสารจดหมายลูกโซ่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลเสียโดยรวมต่อผู้ใช้ และไม่เกิดประโยชน์ใดๆต่อสังคมอินเทอร์เน็ต
              เพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมอินเทอร์เน็ตสงบสุข จึงมีผู้พยายามรวบรวมกฏกติกามารยาท และวาง เป็น จรรยาบรรณอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า Netiquette
ข้อมูลและข้อความในเรื่องจรรยาบรรณอินเทอร์เน็ตนี้ ได้เรียบเรียงมาจากบทความบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยฟอร์ริดาแอตแลนติก โดยผู้รวบรวมชื่อ Arlene H. Rinaldi นอกจากนี้ยังได้รวบรวมจากข้อคิดเห็น และการเสนอข่าวในยูสเน็ตนิวส์

อ้างอิงจาก: http://www.ku.ac.th/www/ED/ntq/

งานวิจัยการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก

 นับตั้งแต่มีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกจะถูกโยงให้ข้องเกี่ยวกับมันอย่าง เลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีขอบเขตจำกัดแล้ว อินเทอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้คนที่มี ประสิทธิภาพไม่น้อย จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว
          ล่า สุด มีงานวิจัยที่ตอกย้ำความจริงเกี่ยวกับอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำ วันของคนทั่วโลกออกมาอีกชิ้น พร้อมทั้งมีการนำเสนอสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตในรูปแบบของแผนภาพกราฟฟิกที่ น่าสนใจไม่น้อย กระปุกดอทคอมเลยไม่พลาด ขอนำข้อมูลน่าสนใจตรงนี้มาฝากกันค่ะ
          สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ มาจากการร่วมมือของสถาบันวิจัยและศูนย์ข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐ ได้แก่ PewInternet, Tnsdigitallife, Neilsen และ Comscoredatamine ซึ่ง ได้เก็บข้อมูลความถี่และรูปแบบการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก ว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยเพียงใด และมักจะทำกิจกรรมออนไลน์ใดบนอินเทอร์เน็ตบ้าง ซึ่งผลการสำรวจปรากฎออกมาเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
          - ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 2,095,006,005 คนทั่วโลก ซึ่งคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด

เผยงานวิจัยน่าสน สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก
          - ผู้คนทั่วโลกใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยคนละ 16 ชั่วโมงต่อเดือน ขณะที่คนอเมริกันใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากถึง 32 ชั่วโมงต่อเดือน

เผยงานวิจัยน่าสน สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก
          - ทวีปที่ผู้คนใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก คือ อเมริกาเหนือ ส่วนประเทศที่มีผู้คนใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก คือ อังกฤษ (85% ของคนในประเทศ)

เผยงานวิจัยน่าสน สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก
          - กิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้คนทั่วโลกใช้เวลากับมันนานที่สุด ได้แก่ โซเชียลเน็ตเวิร์ค (22%) รองลงมาคือการค้นหาข้อมูล และการอ่านข่าวหรือบทความออนไลน์ ส่วนกิจกรรมยอดนิยมบนอินเทอร์เน็ต คือ การอ่าน-เขียนอีเมล และการค้นหาข้อมูล

เผยงานวิจัยน่าสน สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก
          - เว็บไซต์ที่คนทั่วโลกเยี่ยมชมกันมากที่สุด คือ กูเกิ้ล มีผู้คนเข้าใช้ทั่วโลกรวม 153,441,000 ครั้งต่อเดือน รองลงมาคือ เฟซบุ๊ก มีผู้คนเข้าใช้ทั่วโลกรวม 137,644,000 คนต่อเดือน
เผยงานวิจัยน่าสน สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก
          - ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คมากกว่า 56% ทั่วโลก ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คในการจับตาดูความเคลื่อนไหวของคู่รัก
          - ชาวบราซิลครองตำแหน่งผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คที่มีจำนวนเพื่อนมากที่สุด คือ เฉลี่ยคนละ 481 คน ขณะที่ชาวญี่ปุ่นนั้นจะมีจำนวนเพื่อนออนไลน์น้อยที่สุดที่คนละ 29 คนเท่านั้น
          - ผู้ใช้ทวิตเตอร์ทั่วโลกทวีตข้อความรวมแล้ว 250 ล้านทวีตต่อวัน ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กอัพเดทสถานะของตัวเองรวมแล้ว 800 ล้านโพสต์
          - วิดีโอต่าง ๆ ในยูทูบมีจำนวนคนดูทั่วโลกรวม 4,000 ล้านครั้งต่อวัน

เผยงานวิจัยน่าสน สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลก
          นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยแนวโน้มการเติบโตของบริการทางอินเทอร์เน็ตอีกด้วยว่า บริการออนไลน์ที่เติบโตมากที่สุด คือ บริการบอกตำแหน่ง (Location Based Services) ตามมาด้วยบริการดูทีวีออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในบ้านเราทุกวันนี้นั่นเอง

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/68421
อ้างอิงจาก: http://blog.eduzones.com/poonpreecha/89422

ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต

  ปัจจุบันอินเทอร์เน็ต มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนเรา หลายๆ ด้าน ทั้งการศึกษา พาณิชย์ ธุรกรรม วรรณกรรม และอื่นๆ ดังนี้
ด้านการศึกษา 
          - สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ 
          - ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ 
          - นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น 

ด้านธุรกิจและการพาณิชย์ 
          - ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ 
          - สามารถซื้อขายสินค้า ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 
          - ผู้ใช้ที่เป็นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิดให้บริการ และสนับสนุนลูกค้าของตน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การให้คำแนะนำ สอบถามปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรือโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็นต้น 

ด้านการบันเทิง 
          - การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า Magazine o­nline รวมทั้งหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบ ที่จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร้านหนังสือทั่วๆ ไป 
          - สามารถฟังวิทยุผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ 
          - สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์ตัวอย่างทั้งภาพยนตร์ใหม่ และเก่า มาดูได้


จากเหตุผลดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า อินเทอร์เน็ต มีความสำคัญ ในรูปแบบ ดังนี้ 
       
          1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail=E-mail) เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยผู้ส่งจะต้องส่งข้อความไปยังที่อยู่ของผู้รับ และแนบไฟล์ไปได้ 
          2. เทลเน็ต (Telnet) การใช้งานคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ไกล ๆ ได้ด้วยตนเอง เช่น สามารถเรียกข้อมูลจากโรงเรียนมาทำที่บ้านได้ 
          3. การโอนถ่ายข้อมูล (File Transfer Protocol ) ค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเก็บไว้ในเครื่องของเราได้ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพและเสียง 
          4. การสืบค้นข้อมูล (Gopher,Archie,World wide Web) การใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมาย ใช้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วโลกได้ 
          5. การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น (Usenet) เป็นการบริการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลก แสดงความคิดเห็นของตน โดยกลุ่มข่าวหรือนิวกรุ๊ป(Newgroup)แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 
          6. การสื่อสารด้วยข้อความ (Chat,IRC-Internet Relay chat) เป็นการพูดคุย โดยพิมพ์ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเทศหรือคนละซีกโลกก็ตาม 
          7. การซื้อขายสินค้าและบริการ (E-Commerce = Electronic Commerce) เป็นการซื้อ - สินค้าและบริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต 
          8. การให้ความบันเทิง (Entertain) บนอินเทอร์เน็ตมีบริการด้านความบันเทิงหลายรูปแบบต่างๆ เช่น รายการโทรทัศน์ เกม เพลง รายการวิทยุ เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง
          โดยสรุปอินเทอร์เน็ต ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับงานไอที ทำให้เกิดช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว ช่วยในการตัดสินใจ และบริหารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร

อ้างอิงจาก:http://blog.eduzones.com/banny/3734



วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Harlem Shake เทรนด์แรงของชาวเน็ต (คลิป)


ท่าเต้นสุดฮา ฮาร์เล็ม เชค (Harlem Shake) เทรนด์แรงยอดนิยมแห่งสังคมออนไลน์


      
กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ล่าสุดของชาวสังคมออนไลน์ กับการอัดคลิปวิดีโอแนวใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า เต้นฮาร์เล็ม เชค ซึ่งทั้งเพี้ยน ทั้งฮา และสุดเหวี่ยงอย่างหยุดไม่อยู่
โดยในการเต้นฮาร์เล็ม เชค นี้ ถ้าจะจำกัดความง่าย ๆ ก็คือคลิปที่เปิดเพลงฮาร์เล็ม เชค (Harlem Shake) ของศิลปินฮิปฮอปชื่อว่า บาเออร์ ซึ่งมีความยาวเพียง 30 วินาที จากนั้น ก็ให้เพื่อนคนหนึ่งออกมาเต้นท่าเพี้ยน ๆ ฮา ๆ ในชุดประหลาด ท่ามกลางคนอื่น ๆ ที่ไม่สนใจว่าเพื่อนคนนี้จะทำอะไร ก่อนที่ในอีก 15 วินาทีหลัง ทุก ๆ จะออกมาโชว์ลีลาการเต้นแบบฟรีสไตล์ที่รั่วสุดเหวี่ยง เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน
จุดเริ่มต้นมาจากคลิปวิดีโอของกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้ชื่อว่า The Sunny Coast Skate ซึ่งได้อัดคลิปวิดีโอการเต้นแบบสุดเหวี่ยงด้วยลีลา ฮาร์เล็ม เชค มาเผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก่อนที่คลิปดังกล่าวก็จะถูกชมรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ นำไปเลียนแบบต่ออย่างแพร่หลาย จนกลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ของชาวสังคมออนไลน์ในขณะนี้
แต่แท้จริงแล้ว การเต้นฮาร์เล็ม เชค นั้น มีที่มาจากการแสดงของชนกลุ่มหนึ่งในแถบทวีปแฟริกาเหนือ ชื่อ ชนเผ่าเอสกิสตา (Eskista) โดยท่าเต้นดังกล่าวมีเอกลักษณ์คือการโยกไหล่ไปมา จากนั้นนักเต้นวณิพกจากนิวยอร์ก สหรัฐฯ คนหนึ่งก็ได้นำท่าเต้นดังกล่าวไปประยุกต์เข้ากับลักษณะการเคลื่อนไหวของมัมมี่ ที่จะทำได้เพียงแค่การกระตุกไหล่ไปมา ทำให้ท่าเต้นดังกล่าวได้กลายมาเป็นที่นิยม จนได้รับการเผยแพร่ไปจนถึงย่านฮาร์เล็ม ของนิวยอร์ก ช่วงปี ค.ศ. 1981 จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อ ฮาร์เล็ม เชค ในที่สุด
สำหรับท่าเต้น ฮาร์เล็ม เชค นี้ ก็ได้เริ่มก้าวเข้ามาสู่วงการเพลงกระแสหลัก เมื่อท่าเต้นดังกล่าวถูกนำมาใช้ในมิวสิควิดีโอเพลง Let’s Get It ของ จีเดป (G.Dep) และ พีดิ๊ดดี้ (P Diddy) ในปี ค.ศ. 2001 โดยต่อมาท่าเต้นนี้ถูกนำไปใช้ในเอ็มวี ของศิลปินฮิปฮอปอีกมากมาย ทั้งเพลง Take You Home ของลิล โบว วาว (Lil’ Bow Wow) และเพลง Who’s That Girl ของ อีฟ (Eve)

อ้างอิง: http://news.tlcthai.com/world/103190.html

ชาวเน็ตฮิต คลิปนักร้องหนุ่มจีน-มาเลย์ ร้องเพลงจีบสาวไทย



กำลังเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กของโจ๋ไทยเป็นอย่างมาก สำหรับศิลปินชาวมาเลเซีย ในนาม เนมวี (namewee) ที่ได้มาถ่าย MV เพลง จีบสาวไทย (Thai Love Song) โดยใช้สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก อาทิ วัดพระแก้ว ตรอกข้าวสาร อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทั้งนี้ MV ดังกล่าวมี อิ๊ง ชญานุช บุญธนาพิบูลย์ นางเอกภาพยนตร์ รักเว้ยเฮ้ย แสดงนำด้วย ส่วนผู้กำกับ MV ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับหนังดัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ

อ้างอิงจาก: http://morning-news.bectero.com/

ห่วงวัยโจ๋ใช้อินเตอร์เน็ต-3G ผิดทาง

การใช้เทคโนโลยีในปัจจุบัน นอกจากจะได้รับประโยชน์แล้ว บางรายเจ้าเทคโนโลยีเหล่านั้นก็อาจจะให้โทษหรือเกิดผลเสียเนื่องจากการใช้ผิดวัตถุประสงค์ นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ความเสื่อมโทรมของสังคมและพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของวัยรุ่นในปัจจุบันนั้น หากใช้ผิดประเภทและไม่ถูกวิธีก็อาจจะได้รับผลเสียหรือตกเป็นเหยื่อจากภัยสังคมได้
 เพราะในปัจจุบันวัยรุ่นส่วนมากใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อวัตถุประสงค์อื่นมากกว่าการค้นคว้าหาข้อมูล ส่วนมากจะใช้เล่น ไฮไฟว์ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น ที่นอกจากจะมีการโพสต์รูปของตัวเองแล้ว ยังมีการขายบริการทางเพศแอบแฝงอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมแชดออนไลน์ที่วัยรุ่นส่วนมากใช้สนทนากัน เช่น เอ็มเอสเอ็น และแคมฟรอก  รวมถึงเกมออนไลน์ด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นเนื่องจากเกิดการติดงอมแงม เลิกไมได้ เพราะหากไมได้เล่นก็จะเหงา เศร้า แทบจะขาดใจ บางรายมีพฤติกรรมก้าวร้าว  และชอบใช้กำลังอีกด้วย 
 “เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบันสามารถมีกล้องที่จะติดต่อคุยกันหรือโชว์อวัยวะเพศกันสดๆ ยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจขึ้นไปอีก ที่น่าเป็นห่วงก็คือในสมัยก่อนจะกระทำกันในเฉพาะห้องส่วนตัว แต่ปัจจุบันแม้กระทั่งร้านอินเตอร์เน็ตก็ไม่มีใครอาย นี่คือตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีที่ผิด ส่วนผลที่ตามมาอาจจะมีการอัดวีดีโอเพื่อทำเป็นคลิปโพสต์ตามเว็ปไซต์ต่างๆ สร้างความเดือดร้อนและอับอายแต่ตนเองและครอบครัว” จิตแพทย์กล่าว
 นพ.กัมปนาท กล่าวว่า ไม่เฉพาะเพียงแค่อินเตอร์เน็ตเท่านั้นที่วัยรุ่นมักจะใช้ผิดวัตถุประสงค์ โทรศัพท์มือถือก็เช่นกัน เพราะโทรศัพท์มือปัจจุบันมิได้ใช้เฉพาะการโทรคุยกันเท่านั้น แต่มีการถ่ายรูปโป๊ เซ็กซี่ เอาไว้โชว์หรือส่งให้เพื่อน หรือไม่ก็อาจจะถ่ายคลิปขณะมีเพศสัมพันธ์แล้วมีการส่งต่อ ซึ่งบางครั้งก็อาจเป็นการถูกแอบถ่าย
 เมื่อนำไปโพสต์ในอินเตอร์เน็ตก็สร้างความอับอายและเสื่อมเสียต่อผู้ที่อยู่ในคลิปได้  และอีกไม่นานโทรศัพท์ก็จะสามารถคุยแบบเห็นหน้า ผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือด้วยเทคโนโลยี 3G ที่มีรูปแบบไม่ค่อยแตกต่างจากวิธีการสนทนาผ่านโปรแกรมแชดมากนักเพียงแต่เพิ่มความสะดวกมากขึ้นเพราะใครไม่มีคอมพิวเตอร์ก็สามารถคุยกันสดๆ เห็นภาพผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้เลย วัยรุ่นคงจะชื่นชอบเป็นอย่างดี เพราะไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ เพียงแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวก็สามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องการได้นพ.กัมปนาท แนะนำแนวทางในการใช้เทคโนโลยีให้กับวัยรุ่นว่า จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดน่าจะอยู่ตรงที่เริ่มจากในใจของเราเองก่อนโดยการตั้งสติทบทวนดีๆ ว่าสิ่งที่ตนเองกระทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี หรือสังคมโดยทั่วไปยอมรับได้หรือไม่ การมองถึงศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมที่เคยสั่งสมกันมาน่าจะเป็นเครื่องช่วยเตือนใจได้บ้าง
 แต่สิ่งสำคัญ คือการรู้จักรักตนเองมากกว่าการที่จะคิดแต่เรื่องสนุกอย่างเดียว รวมถึงเปลี่ยนมุมมองของตนเองใหม่ในเรื่องการชอบนำเสนอตนเองออกสู่สาธารณชน แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เทคโนโลยีเหล่านี้บางครั้งล้ำลึกเกินความสามารถที่เราจะควบคุมมันได้
 อย่าลืมว่าตัวเราเองยังไม่สามารถควบคุมใจเราได้ เราจะหวังให้คนอื่นมาเก็บความลับของเราคงไม่ง่ายนัก อาจจะรู้ไม่เท่าทันว่าได้ตกเป็นเหยื่อไปเสียแล้ว  การติดต่อกันผ่านเทคโนโลยีต่อให้รุดหน้าเท่าไรก็ตามคงไม่สามารถมาทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงฉันท์เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จะได้มีการเห็นสีหน้าท่าทาง อารมณ์อย่างแท้จริง
 นพ. กัมปนาท กล่าวทิ้งท้ายว่า การแบ่งปันความรักให้กับคนรอบข้างโดยเฉพาะคนในครอบครัวที่รักเรา ก็คงจะเป็นเครื่องช่วยเตือนสติได้เช่นเดียวกันว่าเราน่าจะต้องทำอะไรเพื่อเขาเหล่านั้นบ้าง นอกจากจะเห็นแก่ความสุขเล็กๆน้อยๆ เพียงชั่วคราวของตนเอง 
 สำหรับในครอบครัวใดที่พบว่าลูกๆหลานๆหรือคนในครอบครัวมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเรื่อง รักๆใคร่ๆ และน่าจะเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต แนะนำว่าการมาพบกับบุคลากรที่ดูแลปัญหาสุขภาพจิตน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งดีกว่าปล่อยไปเรื่อยๆ เพราะปัญหาต่างๆจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ในที่สุด

อ้างอิงจาก : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/